การติดตามตรวจสอบการเผาในที่โล่งในภาคเหนือของประเทศไทย สำหรับการประเมินการปล่อยและการเคลื่อนที่ของมลพิษทางอากาศเพื่อการวางแผนการจัดการปัญหาหมอกควัน
โดย ผศ.ดร. สมพร จันทระ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมีปัจจัยมาจาก สภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ, สภาพอากาศช่วงปลาย ฤดูหนาวก่อนเข้าฤดูแล้ง และการเผาในที่โล่ง ในช่วงที่เกิดมลพิษพบการเคลื่อนที่ของมวลอากาศมาจากทิศตะวันตก ช่วงเดือน ม.ค.- เม.ย. ของทุกปีจะมีค่า PM10 สูงเกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งสภาพภูมิประเทศของภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในแต่ละ จังหวัดที่ทาการศึกษา ประกอบไปด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลาพูน ลาปาง และแพร่ ล้วนอยู่ในแอ่งที่มีภูเขาล้อมรอบ ซ่ึงจังหวัด เชียงใหม่และลาพูนอยู่ภายในแอ่งเดียวกัน


ลักษณะการใช้ที่ดินบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ ส่วนยอดของเทือกเขายังคงเป็นป่าไม้ธรรมชาติ ถัดลงมาที่ดินถูกใช้ในการ ทาไร่ข้าวโพด ปลูกยางพารา และบริเวณเชิงเขาไปจนถึงระดับพื้นราบเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและนาข้าว แผนที่การใช้ที่ดินจากการแปล ภาพถ่ายแลนด์แซท ช่วงปี 2549-2558 พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยพ้ืนที่ป่ามีปริมาณ ลดลงกว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรนั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 13,000 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้แล้วการปัจจัยที่ สามารถบ่งบอกโอกาสการเกิดหมอกควันจากการเผาคือจุดความร้อน จึงได้มีการรวบรวมแผนที่การกระจายตัวของจุดความร้อนใน พื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้ซ้าซ้อน โดยในช่วงระยะเวลา 10 ปี (2549-2558) จังหวัด แม่ฮ่องสอนพบการเผาไหม้ซ้าตาแหน่งเดิมมากท่ีสุด รองลงมาคือจังหวัดตาก เชียงใหม่ และน่าน นอกจากนี้แล้วจากแผนที่การ กระจายตัวของจุดความร้อนยังสามารถแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของการเผาในที่โล่ง ในเดือนธันวาคมมีการเผาบริเวณจังหวัด เชียงราย พะเยา และแพร่มากที่สุด ส่วนในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคมมีการเผาในที่โล่งบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชยี งใหม่ ตาก และน่านมากที่สุด ซึ่งอัตราการเผามากที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม จากการศึกษาปริมาณจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นใน แต่ละช่วงของปีบริเวณพื้นที่ป่า พื้นที่ไร่บนที่สูง และพื้นที่ปลูกข้าวพบว่าปริมาณจุดความร้อนเริ่มเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ สูงสุด ในเดือนมีนาคม และเริ่มลดลงในเดือนเมษายน


การเก็บตัวอย่างชีวมวลจากป่าและพื้นที่เกษตรในเก้าจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งจะทาการเก็บตัวอย่างต้นข้าวโพดแห้ง ฟาง ข้าว เศษใบไม้จากป่าเบญจพรรณ และเศษใบไม้จากป่าเต็งรัง โดยเก็บตัวอย่างชีวมวลด้วยกริดขนาด 2x2 เมตร ปริมาณชีวมวลที่ได้ จากการเก็บตัวอย่างในนาข้าวมีปริมาณสูงสุด (2.90±0.23 กิโลกรัม/กริด) และปริมาณชีวมวลน้อยที่สุดในป่าเต็งรัง (1.85±0.55 กิโลกรัม/กริด) ผลการศึกษาพบว่าปริมาณเชื้อเพลิงปี 2558 ของ 9 จังหวัดรวมทุกประเภท 47 ล้านตัน มีปริมาณมากที่สุดใน จังหวัดเชียงใหม่ (10 ล้านตัน) สามารถนาไปซ้อนทับกับแผนที่พื้นที่เผา และค่าการปลดปล่อยมลพิษเพื่อคานวณปริมาณมลพิษ ทั้งหมดจากการเผาในที่โล่งได้ และเมื่อนาข้อมูลมาเปรียบเทียบกับปริมาณชีวมวลที่ถูกเผาปี 2558 ของ 9 จังหวัด รวมทุกประเภท 4 ล้านตัน มีปริมาณมากท่ีสุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (0.9 ล้านตัน) จะเห็นได้ว่าแม้มีปริมาณการเผาชีวมวลเพียงเล็กน้อยเม่ือเทียบ กับปริมาณชีวมวลทั้งหมดก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันและปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศได้


การสร้างเตาจาลองการเผาชีวมวลในที่โล่งเพื่อวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์จากการเผาชีวมวล ติดตั้งที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าค่าการปล่อยฝุ่น PM10 และ PM2.5 ของพื้นที่ป่าเบญจพรรณมีค่าสูงสุด (PM10 4.19±2.62, PM2.5 4.20±2.74) และต้นข้าวโพดมีค่าต่าที่สุด (PM10 2.20±0.97, PM2.5 2.11±0.91) จากการวิเคราะห์องค์ประกอบไอออนในฝุ่น จากการเผาชีวมวล พบว่าการเผามีการปลดปล่อยไอออน (โพแทสเซียม และคลอไรด์) ออกมาในปริมาณที่สูงเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ย และสารเคมีกาจัดศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูก และในการวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ในฝุ่น PM2.5 พบว่าไม่แตกต่างกันในพืชแต่ละชนิดแต่ต้นข้าวโพดพบอัตราการปลดปล่อย PAHs ที่มีคุณสมบัติเป็น Carcinogen ที่มากกว่าพืชชนิดอื่น


การประยุกต์ใช้แบบจาลองควบคู่ระหว่างอุตุนิยมวิทยาและเคมี WRF-Chem เพื่อประเมินปัญหาหมอกควัน ใช้ในการ แสดงผลเปรียบเทียบค่า PM10 ระหว่างพื้นท่ีเกษตรกับพ้ืนที่ป่าได้ นอกจากนั้นยังแสดงอัตราการระบายอากาศเป็นรายเดือนเพ่ือใช้ ประกอบการตัดสินใจในการกาหนดนโยบายห้ามเผา ดังนั้นแล้วจึงเกิดโครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน ทมี่ ีสถานีตรวจวัดคุณภาพ อากาศแม่เหียะ (MH) จังหวัดเชียงใหม่ โดยผลการศึกษาปริมาณฝุ่น PM2.5 และจานวนจุดความร้อนพบว่ามีทิศทางสอดคล้องกัน และช่วงห้ามเผามีปริมาณจุดความร้อนและปริมาณฝุ่นท่ีลดลง อีกทั้งมีการจัดทาเวปไซต์สร้างฐานข้อมูลเพื่อการเรียกแสดง ผลการวิจัยแสดงข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นการแสดงผลข้อมูลผ่านแผนท่ี Google และแสดงข้อมูลแบบจาลองความเข้มข้นและการ แพร่กระจายไว้ด้วย


รายงานโดย

นางสาวศศิวิมล ซุ้นสวสั ดิ์ ศูนย์วิจัยเพื่อความเป็นเลิศเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ มหาวิทยาลยัเชียงใหม่13มีนาคม2561