รัฐบาลยกระดับรับมือฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าปราบโรงงานขยะอันตรายผิดกฎหมาย
รัฐบาลเตรียมวางมาตรการป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศ พร้อมประสานทุกจังหวัดรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ขณะเดียวกันยังเร่งแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายจากต่างประเทศ โดยเน้นตรวจสอบเส้นทางนำเข้าและดำเนินการกับโรงงานแปรรูปที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในสองประเด็นหลัก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมรับมือมลพิษทางอากาศ และการควบคุมขยะอันตรายที่อาจถูกลักลอบนำเข้ามาภายในประเทศ หลังมีการหารือและมอบหมายภารกิจในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ต่าง ๆ ประสานการดำเนินงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้แต่ละจังหวัดสามารถเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาคุณภาพอากาศ นอกจากประเด็นฝุ่น PM2.5 แล้ว ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอันตราย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด แม้ประเทศไทยจะมีข้อห้ามเกี่ยวกับการนำเข้าขยะอันตราย แต่ยังพบปัญหาการลักลอบนำเข้ามาและนำไปแปรรูปในโรงงานบางแห่ง
นายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยเฉพาะกรมศุลกากร ซึ่งได้รับมอบหมายให้เฝ้าระวังและตรวจสอบเรือสินค้าที่อาจมีการซุกซ่อนขยะอันตรายเข้ามาในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำของเสียผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปภายในประเทศ ในส่วนของการจัดการโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับขยะอันตราย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ ได้รับบทบาทในการประสานหน่วยงานและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการกับโรงงานที่ลักลอบแปรรูปขยะอันตรายให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว
มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลที่ครอบคลุมทั้งการเตรียมรับมือมลพิษทางอากาศและการป้องกันความเสี่ยงจากของเสียอันตราย โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับการนำข้อสั่งการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามคุณภาพอากาศ การตรวจสอบการนำเข้าสินค้า และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
ที่มาข่าว: ประชาชาติธุรกิจ หมวดการเมือง
ลิงก์อ้างอิง: https://www.prachachat.net/politics/news-2083383