ระดับรายวันของฝุ่นในอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

Abstract

การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาแบบ Panel study ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหือเพื่อหาความสัมพันธ์ ระหว่างระดับของสารก่อมลพิษแต่ละชนิดกับค่าความจุปอด (Peak expiratory flow) อาการและอาการ แสดง และประเมินความสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์ของการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการเป็นโรคหอบหืด ของผู้ป่วยหอบหืด ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอําเภอเมืองและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 152 คน และ อําเภอเมืองและปริมณฑล จังหวัดลําพูน จํานวน 56 คน โดยมีระยะเวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกคุณภาพอากาศรายวัน ได้แก่ ระดับ ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM,), ระดับฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM3), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), โอโซน (O), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO), และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO.) และเครื่องมือบันทึกข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ ความกดอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณฝน แสงแดดเป็นรายวัน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมุดบันทึกข้อมูล ซึ่ง ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลความจุปอดและอาการหอบหืดเป็นรายวัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพิจารณาเฉพาะตัวแปรระดับฝุ่นละเอียด PM, 4 พบว่ามีความสัมพันธ์กับค่า Peak expiratory flow ที่ lag 2 ความสัมพันธ์นี้ยังพบต่อไปเมื่อ พิจารณาเฉพาะช่วงฤดูแล้ง (1 ธันวาคม ถึง 31 มีนาคม) และค่า Peak expiratory flow แบบสะสมเฉลี่ย รายวัน (Centered Moving Average, Span 3) แต่ในกรณีหลังเป็น PM, ที่ lag 0 แสดงว่าระดับการ เปลี่ยนแปลงของ PM, 4 จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความจุปอดในอีก 2 วันต่อมา หรือในวัน เดียวกันสําหรับกรณีเมื่อพิจารณาค่า Peak expiratory flow แบบสะสมเฉลี่ยรายวัน (Centered Moving Average, Span 3) เมื่อพิจารณาเฉพาะตัวแปรระดับฝุ่นขนาดเล็ก PM, พบว่ามีความสัมพันธ์กับค่า Peak expiratory flow เฉพาะผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงต่ํา (ระดับ 1 มีอาการนานๆ ครั้ง (Intermittent) และ ระดับ 2 อาการรุนแรงน้อย (Mild persistent] ที่ lag 0 สําหรับสารมลพิษอื่นการศึกษาครั้งนี้พบว่าระดับ คาร์บอนมอนอกไซด์ (lag ) มีความสัมพันธ์กับค่า Peak expiratory flow ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและ ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะหากพิจารณาทั้งสองกลุ่มรวมกันพบว่าทั้ง PM, 4 และระดับคาร์บอนมอนอกไซด์มี ความสัมพันธ์กับค่า Peak expiratory flow ทั้งคู่ แสดงว่าสารมลพิษทั้งสองร่วมกันก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อค่า Peak expiratory flow ในผู้ป่วยหอบหืด ในจังหวัดลําพูนไม่พบว่าค่า Peak expiratory flow มีความสัมพันธ์กับระดับฝุ่นรายวัน ไม่ว่าจะ พิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย (ระดับความรุนแรงของโรคหอบหืด) หรือฤดูกาลของปี (ฤดูแล้งหรือฤดูฝน) แต่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ส่วนสูง น้ําหนัก และข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ความชื้น สัมพัทธ์ อุณหภูมิ แสงแดด เป็นต้น ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากข้อมูลระดับฝุ่นที่ได้จากการตรวจวัดอาจจะยัง ไม่สูงมากพอที่จะทําให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ Peak expiratory flow ได้อย่างชัดเจน หรือการใช้ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่มีเพียง 1-2 สถานีในพื้นที่การศึกษาที่กว้างขวาง (ดังที่กลุ่มตัวอย่าง อาศัยอยู่กระจายทั่วเขตอําเภอเมืองและปริมณฑล) อาจได้ข้อมูลที่ไม่ละเอียดพอ ซึ่งตรงกับการศึกษา อื่นๆ ทั่วโลกที่พบในแนวโน้มเดียวกัน สําหรับอาการหอบหืดรายวันทั้งกลางวันและกลางคืน ใน 2 จังหวัด พบว่าตัวแปร PM10 มี ความสัมพันธ์กับอาการหอบหืดรายวันตอนกลางวัน ในจังหวัดลําพูน ข้อมูลเศรษฐศาสตร์พบว่า ต้นทุนการรักษาความเจ็บป่วยอันเนื่องจากโรคหอบหืดเฉลี่ยต่อคน ต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยนี้ คือ 1,247.45 บาท (14,969.40 บาท/คน/ปี) ซึ่งเป็นของผู้ป่วยใน จังหวัดเชียงใหม่เท่ากับ 1,396.45 บาท (16,757.39 บาท/คน/ปี) และของผู้ป่วยในกลุ่มตัวอย่างจังหวัด ลําพูนเท่ากับ 628.53 บาท (7,542.35 บาท/คน/ปี) ในกรณีผู้ป่วยจังหวัดเชียงใหม่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสูงกว่า ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของคนเชียงใหม่ทั่วๆ ไป (425 บาท/คน/เดือน) ถึง 3 เท่า

Author

พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช

Journal

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 2553

Keywords

มลพิษทางอากาศ , หืด -- โรค -- แง่สิ่งแวดล้อม , คุณภาพอากาศ , หืด -- ผู้ป่วย , งานวิจัยคณะแพทยศาสตร์

References

http://www.tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=10104631