โครงการประเมินอัตราการตาย อัตราป่วย และผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ อันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร

Abstract

การศึกษาจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกพบว่า การตายในแต่ละวันมีความสัมพันธ์ กับการสัมผัสฝุ่นขนาดเล็กในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่ง ฝุ่นเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) การที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาและมีปริมาณ PM10ในบรรยากาศสูง ทำให้มีการให้ความสำคัญในการศึกษาเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าจะพบเหตุการณ์เหมือนกับที่พบในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกหรือไม่ นอกจากนี้ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตายและฝุ่นในกรุงเทพมหานครจะเป็นโอกาสที่ดีในการประเมินว่าเหตุการณ์ที่พบในประเทศตะวันตกได้รับอิทธิพลจากภาวะภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนอยู่เสมอหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากภาวะภูมิอากาศในประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากเหมือนสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในเขตร้อนและมีประชากรประมาณ 6 ล้านคน ได้มีการเก็บข้อมูลระดับ PM10 ในบรรยากาศเป็นรายวัน ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการศึกษาครั้งนี้ โดยทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการตายในแต่ละวันของคนในกรุงเทพมหานครกับการสัมผัส PM10 และมลพิษอากาศตัวอื่นในช่วงปี พ.ศ. 2539-2544 ผลการวิเคราะห์พบความสัมพันธ์ระหว่างการตายรายวันและ PM10อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่าระดับ PM10 รายวันเพิ่มขึ้น 10 ?g/m3 มีผลให้มีจำนวนคนตายในแต่ละวันเพิ่มขึ้น 0.5% (95% ช่วงความเชื่อมั่น = 0.3- 0.7%) ขนาดของความเสี่ยงที่พบนี้สอดคล้องหรือมากกว่าผลการศึกษาในอดีต และจากการศึกษาแบบ Panel Study ของอาการระบบหายใจรายวัน ในกลุ่มประชากรเด็กปกติ จำนวน 104 คน และผู้ใหญ่ปกติจำนวน 97 คน ในชุมชนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร พบความสัมพันธ์ของการสัมผัสมลพิษในระยะสั้นระหว่างอนุภาคมลสารและองค์ประกอบของคาร์บอนกับอาการทางระบบหายใจ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ตัวอย่างแต่ละคนเกี่ยวกับการเกิดอาการทางระบบหายใจในแต่ละวัน เป็นเวลา 99 วัน ระหว่าง 17 เมษายน ถึง 23 กรกฎาคม พ.ศ.2545 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของมลพิษต่างๆ คือ PM10, PM2.5, total carbon, organic carbon components (OC) และก๊าซต่างๆ คือ NO2 SO2 และ CO ได้จากการตรวจวัดที่สถานีตรวจวัดอากาศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศึกษา ในช่วงที่ทำการศึกษาพบว่า การสัมผัสกับ PM2.5 ปริมาณ 1 interquartile range (IQR) ก่อนหน้า 1 วัน สัมพันธ์กับการเกิดอาการหายใจมีเสียงวี้ดในเด็ก (OR 1.37, 95%CI: 1.12, 1.68, และ IQR = 3.4 ?g/m3) การเพิ่มขึ้นของ organic carbon มีความสัมพันธ์กับอาการไอที่เพิ่มขึ้น (OR 1.04, 95%CI: 1.0, 1.08) และอาการหายใจมีเสียงวี้ด (OR 1.08, 95%CI: 0.99,1.16) ในกลุ่มผู้ใหญ่ ไม่พบความสัมพันธ์ของมลพิษอื่นๆกับอาการทางระบบหายใจ ในการศึกษานี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติของความสัมพันธ์ของปริมาณอนุภาคมลสารและองค์ประกอบของคาร์บอนกับอาการทางระบบหายใจ แต่อย่างไรก็ตามการลดปริมาณ PM10 และ PM2.5 จากค่าเฉลี่ย ณ ปี พ.ศ. 2539-2544 ที่ระดับ 60 ?g/m3 ลงมาที่ ระดับมาตรฐานคือ ที่ 50 ?g/m3 อาจจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางสุขภาพ คือ ลดจำนวนการตายลง 156 ราย ลดจำนวนวันที่เกิดอาการหายใจมีเสียงวี้ดในเด็กได้ ถึง 9.8-19.7 พันล้านวัน หรือเมื่อประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่ามีมูลค่าถึง 8.7-44.3 พันล้านบาท ดังนั้นมาตรการต่างๆในการลดปัญหาที่เกิดจากอนุภาคมลสาร ในกรุงเทพมหานครน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

Author

ผศ.พิเศษ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ

Journal

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 2547

Keywords

ผลกระทบต่อสุขภาพ , มลพิษทางอากาศ, กรุงเทพมหานคร, อัตราการตาย, อัตราการป่วย

References

http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4530015 ,