นวัตกรรมล้ำจับPM2.5 ช่วยชีวิตคนเชียงใหม่

6 ธ.ค. 2562


ปัญหาฝุ่นควันโดยเฉพาะ PM 2.5 กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยไม่ใช้น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน วัยรุ่น ผู้สูงอายุ รวมไปถึงเด็กๆ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงเช่นเดียงกัน และยิ่งเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ "PM 2.5" ก็เริ่มส่งผลต่อสุขภาพขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยล่าสุด "เดลินิวส์ออนไลน์" ได้พูดคุยถึงปัญหาดังกล่าวกับ "รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล" หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการ "Write to Breathe" โดยบริษัท ชาร์ปไทย จำกัด 


สถานการณ์ฝุ่นควันในภาคเหนือล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง?

ถือว่าเป็นปีที่กลับมาเลวร้ายอีกครั้ง หลังจากที่สถานการณ์เหมือนจะดีขึ้นมาได้ 3 ปีที่ผ่านมา แต่ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้มีวิกฤตฝุ่นควันที่ค่อนข้างรุนแรงในภาคเหนือครับ


ส่วนใหญ่สาเหตุฝุ่นควันมาจากอะไร?

สาเหตุฝุ่นควันในภาคเหนือนั้นจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ เนื่องจากปัญหาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพราะว่ามีพี่น้องบนดอยหลากหลายชนเผ่า ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาสะสมมานาน ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นที่มาว่าทำไมปัญหาในภาคเหนือจึงไม่ได้รับการแก้ไขเสียที ถึงแม้จะมียุทธศาสตร์ชาติเข้ามา ก็ยังไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมแบบชัดเจน ก็เห็นเพียงแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ในพื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร แต่ตอนนี้ที่ทำได้คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงเท่านั้น


ปัญหาเรื่องฝุ่นมีผลกระทบในด้านสุขภาพขนาดไหน?

แน่นอนว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ที่ปลายทางจะได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพค่อนข้างเยอะ เขาก็จะป่วยง่าย จะมีปัญหาสุขภาพในระยะยาว ก็น่าเป็นห่วงครับ 


ตอนนี้มีนวัตกรรมที่ช่วยเรื่องฝุ่นด้วย?

เนื่องจากตอนนี้เครื่องมือของภาครัฐยังมีไม่เพียงพอ แต่เรามองว่าข้อมูลเรื่องฝุ่นเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนนจะต้องรู้ว่าที่ที่เขาอยู่ ณ ปัจจุบัน อากาศดีหรือไม่ดี ที่สามารถเช็กได้เองจากข้อมูลออนไลน์ต่างๆ ซึ่งตอนนี้หน่วยวิจัยของเราได้ทำเครื่องมือวัดฝุ่นขึ้นมา ชื่อว่า "Dust Boy" ซึ่งมีรัศมีการวัดฝุ่นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากก็จะสามารถวัดได้ถึง 10 ตารางกิโลเมตร เพื่อประเมินค่าฝุ่นละอองในการเตือนประชาชนให้รับมือ


โดยในตอนนี้เราพยายามที่จะกระจายเครื่องมือไปทั่วทั้งภูมิภาคต่างๆ เพราะว่าปัญหาของภูมิภาคนั้นไม่ได้เป็นแค่ภาคเหนือ แต่ยังเป็นทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกระจายเครื่องมือวัดฝุ่นกระจายตัวให้เยอะที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเรามีเครื่องมือนี้อยู่ประมาณ 300 ตัว ก็ยังห่างไกลบางประเทศอย่างไต้หวันที่มีมากถึงหลักหมื่นตัว ผมมองว่าประเทศไทยควรจะมีสัก 8,000 จุดเป็นอย่างน้อยครับ โดยในอนาคตทางหน่วยก็มีแผนตั้งใจว่าจะดำเนินการนำ "Dust Boy" ไปติดตั้งเพิ่มเติมตามชุมชนและสถานพยาบาลต่างๆ เพราะว่าในสถานที่ดังกล่าวนั้น ผู้คนจะมีความกระตือรือล้นในการดูแลตัวเองมากที่สุด


ในอนาคตคนไทยควรรับมือกับฝุ่นละอองอย่างไร?

ก็คงต้องสร้างองค์ความรู้ในเรื่องของPM 2.5 ที่จะมีผกระทบต่อคนทุกเพศทุกวัยอย่างไรบ้าง เพราะว่าถ้ารู้แล้วว่าฝุ่นอันตรายต่อแต่คนแบบไหน ก็จะสามารถหาวิธีป้องกันตัวเองได้อย่างเหมาะสม ต้องมีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะหน้ากากป้องกันหรือเครื่องฟอกอากาศต่างๆ ที่ต้องเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เข้าถึงได้และราคาประหยัด เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกระดับสามารถมีอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองต่อไปครับ...... อ่านต่อที่ : https://dailynews.co.th/article/745342