จ่ายเงินลดเผาอ้อยได้ผลน้อย เหตุต้นทุนตัดอ้อยสดสูง

00 543

กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้ดำเนินโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีการกำหนดอัตราการจ่ายเงินสนับสนุนตามโครงการฯ โดยใช้ข้อมูลปริมาณอ้อยสดคุณภาพดีของฤดูการผลิตปี 2565/2566 ในอัตราไม่เกิน 120 บาทต่อตัน

กรอบวงเงินงบประมาณสนับสนุนรวม 7,775.01 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี และนำไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อย

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ธ.ค. 2566) อนุมัติในหลักการโครงการฯ ในอัตราไม่เกิน 120 บาทต่อตัน กรอบวงเงินรวม 7,990.61 ล้านบาท (รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 215.59 ล้านบาท) โดยใช้แหล่งเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นและเป็นภาระต่องบประมาณนั้น ให้ ธ.ก.ส. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามผลการดำเนินงานจริงตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอน

สำหรับหลักเกณฑ์ มีดังนี้
                                                               


โครงการฯนี้ มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับการสนับสนุนรวมทั้งสิ้น จำนวน 125,163 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 64.52 ล้านตัน วงเงินสนับสนุนเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 6,894.43 ล้านบาท วงเงินที่จ่ายสนับสนุนนำไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อย (วงเงินที่จ่ายสนับสนุนนำไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ฯ) จำนวน 847.52 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 7,741.95 ล้านบาท โดยจำแนกรายละเอียดได้ ดังนี้

                                                       


การดำเนินโครงการฯ ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวมทั้งแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อย และเป็นแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยมุ่งมั่นที่จะตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น

จากการประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่ามีจุดความร้อน (Hotspot) สะสมในพื้นที่ปลูกอ้อย 47 จังหวัด ในช่วงเปิดหีบอ้อยเดือนธ.ค. 2566 – เม.ย. 2567 ทั้งหมด 2,799 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 2.49 ลดลงจากช่วงเปิดหีบอ้อยเดือนธ.ค. 2565 – เม.ย.  2566 ที่มี 3,321 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 5.90

เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แต่ก่อให้เกิดมลพิษ PM 2.5  จากบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้แก่ภาคเกษตรกรปีละ 1 แสนล้านบาท แต่กระบวนการเก็บเกี่ยวอ้อยนั้นส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองในอากาศ โดยฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรมาจากการปลูกอ้อย 23% (รูปที่ 1) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวแต่ยังไม่บรรลุผล

ปัจจัยเชิงโครงสร้างทำให้เกษตรกรยังไม่สามารถตัดอ้อยสดได้ทั้งหมด

• การตัดอ้อยด้วยรถต้องทำในพื้นที่มากกว่า 20 ไร่ ซึ่งค่าเฉลี่ยพื้นที่ปลูกอ้อยเท่ากับ 15.6 ไร่ต่อครัวเรือน โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 20 ไร่  ขณะที่เกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก 
ต้นทุนแรงงานเกี่ยวอ้อยสดสูง และใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวมากกว่า โดยใน 1 วันการตัดอ้อยสดสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1.8 ตัน ในขณะที่ถ้าใช้วิธีอ้อยเผาจะเก็บเกี่ยวได้ 5 ตัน ทำให้แรงงานเลือกตัดอ้อยด้วยวิธีการเผาเพราะได้รายได้ต่อวันมากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า  แต่การเผาอ้อยเข้าข่ายทำผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535

ระยะเวลารับซื้อของโรงงานน้ำตาลมีจำกัด (วันปิดหีบเพื่อรับซื้ออ้อยปลายเดือนมี.ค. – เม.ย.) ส่งผลให้เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวใกล้ระยะเวลาปิดหีบ จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวด้วยการเผาเนื่องจากไม่มีทางเลือกเพื่อที่จะให้ทันเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการตัดอ้อยสด แต่ยังไม่สามารถลดอ้อยเผาให้เป็นศูนย์ได้

รัฐบาลเริ่มมีมาตรการสนับสนุนอ้อยสดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองในภาคเกษตรตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งส่งผลให้ปริมาณอ้อยเผาที่มีการรับซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณอ้อยเผาเฉลี่ยยังคงอยู่ที่ราว 30%  ซึ่งจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (GHG) เฉลี่ยปีละ 2.4 ล้านตันต่อปี หรือ 4% ของ GHG ในภาคเกษตรของประเทศไทย

แก้ปัญหาการเผาอ้อยและลด GHG ด้วยคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยส่งเสริมให้มีการทำโครงการลด GHG โดย GHG ที่ลดได้ สามารถนำมาขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตและซื้อขายได้ ประเทศไทยมีคาร์บอนเครดิตตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)

ปัจจุบันมีโครงการขึ้นทะเบียน T-VER แล้วจำนวน 429 โครงการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บ 12.9 ล้าน tCO2-e เป็นโครงการประเภทเกษตร 9 โครงการ ปริมาณ GHG ที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 343,195 tCO2-e หรือ 3% ของโครงการที่ขึ้นทะเบียน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำสวนยาง

การเก็บเกี่ยวอ้อยสดทดแทนการเผาสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 4.9 tCO2 ต่อไร่  แต่การเก็บเกี่ยวอ้อยสดมีต้นทุนที่สูงกว่าการเก็บเกี่ยวด้วยการเผา ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดมีกำไรน้อยกว่าอ้อยเผา 519 บาทต่อไร่ โดยคำนึงถึงเฉพาะด้านเม็ดเงินที่เกษตรกรจะได้รับ

แต่คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการหยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรยังไม่มีมาตรฐานคาร์บอนเครดิตรองรับ จะต้องมีการออกมาตรฐานมารับรองคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมดังกล่าวด้วย

CCDC : Climate Change Data Center