เชียงใหม่-ทีมนักวิจัยจาก 3 สถาบันการศึกษาในภาคเหนือ จับมือหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่  เปิดตัวแอดไลน์ "DustBoy" ให้ประชาชนกำหนด"People AQI" เตือนภัยตัวเองเมื่อค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย นำร่อง 6 สถานี ก่อนขยายในครบ 20สถานีภายในสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสาร และการป้องกันผลกระทบจากปัญหาหมอกควัน 




รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญในการนำเสนอข้อมูลปัญหาหมอกควัน และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอกาศมาโดยตลอด และจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควันมานานเป็น 10 ปี แต่การแจ้งเตือนภัยปัญหาหมอกควัน ด้วยเครื่องวัดคุณภาพทางอากาศยังมีไม่ครอบคลุม กระทั่งได้รับโจทย์ จากหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ว่า อยากได้เครื่องมือแจ้งข้อมูลคุณภาพอากาศให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็วที่สุด เพราะแต่ละวันข้อมูลจากภาครัฐยังไม่ครอบคลุมทุกจุด  จึงได้หารือกับนักวิจัยดร.อาทิตย์ ยะวุฑฒิ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา และอาจารย์ลริศรา สาตะรักษ์ สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิยาลัยแม่ฟ้าหลวง พัฒนาเครื่องมือตรวจวัด ร่วมกันพัฒนาของระบบของซิสเต็ม และเน็ตเวริต์ รวมทั้งไลน์บอท แอดชื่อว่า DUSTBOY เพื่อเช็คคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่  



โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการแถลงข่าว การใช้ดัชนีวัดคุณภาพอากาศภาคประชาชนPeople AQI ในวันที่ 29 มีนาคม 2561 ภายใต้เครือขา่ยเฝ้าระวังและเตือนภัยวิกฤตหมอกควันด้วยดัชนีคุณภาพอากาศภาคประชาชน หรือ People AQI  ซึ่งถือว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่กำหนดการเตือนภัยกันเอง เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน เพื่อป้องกันอันตรายจากค่าฝุ่นขนาดเล็ก โดยเบื้องต้นนำร่อง 6 สถานี และในปลายปีนี้จะมี 20 สถานี ในจำนวนนี้ 11 จุด จะร่วมมือกับทางกรมอนามัยเข้าไปติดตั้งเครื่องมือในโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ยังมีเครื่องมือในการวัดคุณภาพอากาศไม่ครอบคลุม ทั้งPM10 และPM2.5 ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่มีสถานีวัดคุณภาพอากาศPM2.5เพียง 1-2สถานีเท่านั้น 



ทั้งนี้ ได้ใช้วิธีการเชื่อมโยงจากการพัฒนาฮาร์ดแวร์ โดยใช้เซ็นเซอร์ที่สามารถวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ โดยคำนวนเป็นค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ใช้วิธีการของกรมควบคุมมลพิษ แต่ปรับเกณฑ์ให้ใกล้เคียงมาตรฐานUSEPA เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ใช้การวัดคุณภาพทางอากาศPM2.5 แต่หากว่าในอนาคตรัฐบาลประกาศให้ใช้การวัดคุณภาพทาองกาศ PM2.AQI ก็สามารถที่จะปรับรูปแบบใช้ได้    นอกจากนี้เน็ตเวริ์คเครื่องมือนี้สามารถเก็บข้อมูลฝุนรายสิบวินาทีได้ในแต่ละจุด และจะส่งข้อมูลเข้ามาซึ่งใช้บิ๊กดาต้าในการเก็บข้อมูล เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อกัน จะรายงานผลทำบนเวปไซต์www.cmuccc.org ทำให้ทราบว่าคุณภาพอากาศจุดที่อยู่นั้นมีอากาศดีหรือไม่ดี ด้วยการแสดงเป็นแถบสี ข้อความแนะนำ จากนั้นก็เข้ามาเชื่อมต่อกับไลน์แชทบอท DUSTBOY ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนชาวเชียงใหม่สามารถที่จะเข้ามาเป็นเพื่อนด้วยแดนไลน์ และผ่านการสแกนจากคิวอาร์โค้ท ทำให้ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน หากว่าอยากทราบว่า สถานีไหนมีสภาพอกาศอย่างไรก็สามารถเปิดไลน์ ตรวจดูค่าคุณภาพอากาศ และเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่ปกติ หรือมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานได้ 



รศ.ดร.เศรษฐ์ กล่าวอีกว่า  การพัฒนาฮาร์มแวร์ ซิสเต็ม และเครื่องมือสื่อสาร ไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุนเท่าใดนัก ใช้จากต้นทุนที่มีอยู่ โดยเบื้องต้นในแต่ละสถานีใช้งประมาณเพียง 20,000 บาท หากว่าต่อไปเครื่องนี้หากนำไปพัฒนาต่อ และมีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น โดยมั่นใจว่าจะเป็นแนวทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ คนในภาคเหนือ และกรุงเทพฯที่ได้รับผลกระทบ โดยเป้าหมายในอนาคตจะมีการพัฒนาให้เกิดสถานีวัดคุณภาพอากาศลักษณะนี้ทั่วภาคเหนือ และอยากให้เครือข่ายเกิดจากการพัฒนาจากประชาชนในภาคเหนือ และเป็นการทำแบบลักษณะโอเพ่นดาต้า เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกันมากขึ้น เพราะขณะนี้ประชาชนยังไม่มั่นใจว่าอีกกี่ปีจะแก้ไขปัญหาหมอกควันได้ ดังนั้่น เครื่องมือนี้ จะเข้ามาทำหน้าที่แจ้งเตือนให้ประชาชนต้องทราบว่าเกิดปัญหาหมอกควันต้องปฎิบัติ และรับมือความอันตรายอย่างไร โดยทางกลุ่มนักวิจัยในครั้งนี้ และหอการค้าเชียงใหม่คาดหวังว่า เครื่องนี้สร้างองค์ความรู้และเข้าใจค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กทั้งPM2.5และPM10 ให้กับประชาชนได้รับรู้ว่ามีอันตรายที่ต้องระวังตัวอย่างไร


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV

28 มีนาคม 2561 14:54

ที่มา: http://www.nationtv.tv/main/content/378612532/